<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115924</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 17:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 17:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส.ฟันคลินิก ย่านวังทองหลาง&quot;ไลฟ์สด&quot; รีแพร์ช่องคลอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
7ก.ย.64- นพ. ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงที่ผ่านมาสื่อโซเชียลถือว่ามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นอย่างมาก ด้วยเป็นสื่อที่สามารถเข้าถึงง่ายและสามารถส่งผ่านข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การถ่ายทอดสถานการณ์ผ่านแอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือที่เรารู้จักกันว่าการ &amp;ldquo;ไลฟ์สด&amp;rdquo; นั้น เป็นกระแสที่กำลังมาแรง ซึ่งหากใช้ในเชิงสร้างสรรค์แล้วย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่หากเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือเพียงแค่ต้องการเพิ่มจำนวนผู้ติดตามหรือยอดไลค์ก็อาจจะเกิดผลเสียต่อผู้รับบริการและสังคม &amp;nbsp;อย่างกรณี ที่ปรากฏในสื่อโซเชียลว่ามีคลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่ง ย่านวังทองหลาง ทำการไลฟ์สดระหว่างให้บริการผ่าตัดตกแต่งช่องคลอด หรือที่ประชาชนเรียกติดปากกันว่าการรีแพร์ (Repair) กรม สบส.ก็มิได้นิ่งนอนใจ สั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ด้วยการไลฟ์สดในลักษณะดังกล่าวอาจจะมีการแอบแฝงโฆษณา หรือมีการแสดงภาพที่ไม่เหมาะสมในระหว่างการรับบริการ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 38 ในฐานโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุมัติ และโฆษณาโดยใช้ข้อความ เสียง หรือภาพอันเป็นเท็จ โอ้อวดเกินความจริง หรือน่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการประกอบกิจการของสถานพยาบาล ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกผู้เกี่ยวข้องของคลินิกมาให้ถ้อยคำที่กรม สบส.ก่อนดำเนินการลงโทษตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธเรศ กล่าวต่อว่า การไลฟ์สดรีวิว (Review) บริการของสถานพยาบาลนั้น หลายคนอาจคิดว่าเป็นการให้ความรู้หรือข้อแนะนำบริการมิได้เป็นการกระทำผิดกฎหมาย แต่จากการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าในการไลฟ์สดที่ผ่านมานั้น ไม่ว่าจะกระทำโดยบุคลากรของสถานพยาบาลหรือผู้รับบริการก็มักจะมีการแอบแฝงคำพูดโฆษณาเชิญชวนให้เข้ารับบริการกับสถานพยาบาล หรือมีการแสดงภาพที่ไม่เหมาะสม ผิดวัฒนธรรม ศีลธรรมอันดีงาม จึงขอเน้นย้ำให้สถานพยาบาลเอกชนทุกแห่งปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบว่าผู้ให้บริการ หรือผู้รับบริการทำการไลฟ์สดระหว่างรับบริการ หรือรีวิวบริการในสถานพยาบาล จะต้องห้ามปรามหรือทักท้วงให้หยุดการกระทำดังกล่าว หากปล่อยปละละเลยมิห้ามปรามแล้วสถานพยาบาลเองก็จะเข้าข่ายความผิดในฐานยินยอมให้บุคคลอื่นโฆษณาสถานพยาบาลแทนโดยมิได้รับอนุญาต หรือโฆษณาเป็นเท็จ โอ้อวดเกินจริง อีกทั้งแพทย์ผู้ให้บริการก็อาจจะมีความผิดในฐานละเมิดสิทธิ์ของผู้ป่วย และผิดจรรยาบรรณทางการแพทย์อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นเบาะแสการโฆษณาสถานพยาบาลในลักษณะที่เป็นเท็จ โอ้อวดเกินจริง หรือมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมขัดต่อศีลธรรม สามารถแจ้งเบาะแสการกระทำผิดได้ที่สายด่วน กรม สบส. 1426 แต่หากอยู่ในส่วนภูมิภาคก็สามารถแจ้งได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่ เพื่อดำเนินการกับผู้กระทำผิด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115924</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นพ.ธเรศ  กรัษนัยรวิวงค์, กรมสบส., ผู้ประกอบการคลินิกเสริมความงาม, รีแพร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_613190c3590f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2021 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2021 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สิระ&#039;หน้าหงาย! สบส.แจงชัดไฟเขียว จัดตั้งรพ.สนาม ไม่ต้องอยู่ในข้อบังคับกม. เพื่อช่วยรับมือโรคระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10พ.ค.64- นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ &amp;nbsp;อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า จากกรณีที่มีประชาชนตั้งข้อสงสัยถึงการตั้งโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด 19 โดยสถานพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเขตหลักสี่ ว่าได้มีการดำเนินการอย่างถูกต้อง และมีความปลอดภัยต่อชุมชนหรือไม่อย่างไรนั้น กรม สบส.ขอเรียนว่า ด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ระลอกใหม่ ทำให้สถานพยาบาลหลายแห่ง ต้องดำเนินการสำรองเตียงเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด19 ในแต่ละวัน ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาการขาดแคลนเตียง หรือเกิดผลกระทบกับการให้บริการทางการแพทย์ประเภทอื่นๆในอนาคต ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ออกประกาศ เรื่อง สถานพยาบาลอื่นซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องอยู่ในบังคับตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลกรณีให้บริการเฉพาะผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบกิจการสถานพยาบาลเอกชนที่มีจิตอาสาในการช่วยเหลือสังคม โดยไม่ต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการฯ และใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาล แต่ต้องได้รับอนุมัติจากกรม สบส. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดก่อน ที่ผ่านมาทำให้มีโรงพยาบาลสนามในรูปแบบนี้ เช่น Hospitel และโรงพยาบาลสนามเต็มรูปแบบ (ข้อมูล ณ วันที่ 9 พฤษภาคม 2564 มีจำนวน Hospitel 67 แห่ง จำนวนเตียง 13,695 เตียง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายแพทย์ธเรศฯ กล่าวต่อว่า ในกรณีการตั้งโรงพยาบาลสนามในเขตหลักสี่นั้น ผู้ประกอบกิจการได้มีการยื่นหนังสือขออนุมัติเปิดโรงพยาบาลสนามกับกรม สบส.เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างและจะสามารถเปิดให้บริการได้ก็ต่อเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรม สบส.ได้ทำการตรวจสอบสถานที่ว่าเป็นไปตามมาตรฐานโรงพยาบาลสนามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดเสียก่อน จึงขอชี้แจงกับพี่น้องประชาชนให้มั่นใจได้ว่าการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามนั้น จะมีการควบคุมมาตรฐานการดำเนินการตั้งแต่การเลือกสถานที่ การจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์เวชภัณฑ์ ระบบการดูแลรักษา/ส่งต่อผู้ป่วย ระบบสื่อสาร การป้องกันควบคุมการติดเชื้อ ระบบรักษาความปลอดภัย การจัดการขยะและน้ำเสีย การยอมรับของชุมชน โดยบูรณาการความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาชีพเพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วยโควิด 19 และมีความปลอดภัยสูงสุดแก่พี่น้องประชาชนโดยรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี กรม สบส. กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ประกอบกิจการสถานพยาบาลเอกชน ที่มีความประสงค์จะจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม รองรับผู้ป่วยโควิด 19 ภาครัฐก็มีความยินดีที่จะอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ในการดำเนินการ แต่ขอให้มีการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมาย ดำเนินการยื่นเรื่องขออนุมัติจากผู้อนุญาตฯ ผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานจากเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อพี่น้องประชาชน และหากมีข้อสงสัยหรือมีข้อคำถาม ก็สามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรม สบส. 1426 ในวันและเวลาราชการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102368</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นพ.ธเรศ  กรัษนัยรวิวงค์, นายสิระ เจนจาคะ, พล.ต.นพ. เหรียญทอง แน่นหนา, รพ.มงกุฎวัฒนะ, รพ.สนาม, สบส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210510/image_big_60989c712dc71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95846</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2021 15:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2021 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.เอกฃนรักษาพริตตี้วาวา อ่วมพบผิดเต็มๆ2กระทง ไม่คัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินแรกรับ คิดค่าอาหารทั้งที่ผู้ป่วยไม่สามารถกินได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 มี.ค.64-อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เผยผลสอบโรงพยาบาลเอกชนที่ให้การรักษาพริตตี้วาวา พบผิดเต็มๆ 2 กระทง ทั้งไร้การคัดแยกระดับความฉุกเฉินผู้ป่วยเมื่อแรกรับ และมีการจัดทำเอกสารเท็จ ไม่รอช้าสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ลงดาบตามกฎหมายสถานพยาบาลทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมมารดาของพริตตี้ วาวา เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพว่าโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ในเขตจตุจักร มีการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติจนเป็นเหตุให้เกิดการรักษาล่าช้าและทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า เมื่อกรม สบส.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายอัจฉริยะ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ตนก็ได้มอบให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรม สบส.เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ไขข้อกระจ่างเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่ายทันที ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ฯก็ได้ดำเนินการตรวจเอกสารทางการแพทย์ เวชระเบียนอย่างรัดกุม พร้อมเรียกทางฝั่งโรงพยาบาลเอกชน และญาติผู้เสียชีวิตมาให้ถ้อยคำ และนำข้อมูลที่ได้เสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียน ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนร่วมพิจารณา เมื่อบ่ายวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากคณะกรรมการได้ดำเนินการพิจารณาข้อมูลที่ได้รับอย่างถี่ถ้วนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีมติว่าโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าวมีการกระทำผิดจริง จึงสั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่กองกฎหมายดำเนินการเอาผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 กับโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าว ใน 2 ข้อหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบด้วย 1.ความผิดตามมาตรา 36 เนื่องจากในช่วงระยะเวลาที่เกิดเหตุคือวันที่ 23 กุมภาพันธ์ สถานพยาบาลไม่มีการคัดแยกผู้ป่วยว่าเข้าข่ายฉุกเฉินวิกฤติ (สีแดง) ในระบบบันทึกและประเมินผู้ป่วย (UCEP) ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เป็นเหตุให้เกิดการคิดค่าบริการในขณะที่ให้บริการ ซึ่งเป็นที่มาของการร้องเรียนการรักษาพยาบาลที่ล่าช้า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 2.ความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ตามมาตรา 73 เนื่องจากในใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลมีการเรียกเก็บค่าอาหารจากผู้ป่วยเป็นจำนวนเงิน 400 บาท โดยที่ผู้ป่วยไม่ได้รับบริการ จึงถือว่าเป็นการจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ฯจะดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการปฏิเสธหรือเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติจน ยิ่งในช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ที่จะมีการเคลื่อนย้ายของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งอาจจะมีอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยจากโรคประจำตัวระหว่างเดินทางเพิ่มมากขึ้น ตนได้กำชับให้พนักงานเจ้าหน้าที่ฯ มีการลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตของโรงพยาบาลเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่บนเส้นทางหลักที่มีการสัญจรคับคั่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนว่าเมื่อประสบเหตุฉุกเฉินตนและครอบครัวจะได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานอย่างแน่นอน และหากประชาชนพบว่าสถานพยาบาลเอกชนแห่งใดไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ให้แจ้งได้ที่สายด่วนกรม สบส. 1426 เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95846</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นพ.ธเรศ  กรัษนัยรวิวงค์, คลินิก/รพ.เอกชน, พริตตี้วาวา, สบส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210312/image_big_604b233ad2677.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57635</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2020 16:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2020 16:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบหมอ4คนและสถานพยาบาล9แห่งมีเอี่ยว&quot;อุ้มบุญ&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
19 ก.พ.63- ณ อาคารกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข นพ. ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า จากการที่ &amp;nbsp;สบส.ได้ขยายผลตรวจสอบหลักฐาน หาความเชื่อมโยงร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นอาจมีสถานพยาบาลที่เข้าข่ายว่ามีส่วนร่วมกระทำความผิด จำนวน 9 แห่ง แพทย์จำนวน 4 ราย และบุคลากรที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ สบส.อยู่ระหว่างตรวจผลการตั้งครรภ์ของผู้รับจ้างตั้งครรภ์แทน จำนวน 7 ราย รวมทั้งตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ของเด็กที่พบในที่เกิดเหตุ จำนวน 2 ราย ซึ่งหากตรวจพบว่า &amp;nbsp;มีการกระทำความผิดตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 ก็จะมีโทษ ดังนี้ &amp;nbsp;1) ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ขออนุญาตดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2) ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 3) เป็นคนกลาง นายหน้า โดยเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อเป็นการตอบแทนในการรับตั้งครรภ์แทน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนยาและเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่พบสถานที่ที่เกิดเหตุทาง ปคม.ได้ประสานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ตรวจสอบยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณ และเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ว่า &amp;nbsp;มีการขออนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งในเบื้องต้นพบการกระทำผิด 3 ข้อหา ดังนี้ 1)ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตามตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท 2)ขายยาแผนโบราณโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 3,000 บาท &amp;nbsp;และ3)ผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์โดยไม่จดทะเบียนสถานประกอบการ มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57635</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นพ.ธเรศ  กรัษนัยรวิวงค์, กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.), อุ้มบุญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190826/image_big_5d63a417817f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54123</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2020 19:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2020 19:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส.ออกกฎรพ.เอกชน/คลินิก คุมเข้มออก4มาตรการ คัดกรองผู้ป่วย ป้องกันไวรัสปอดอักเสบจากจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
9ม.ค.63-นพ. ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากกรณีที่มีการพบผู้ติดเชื้อไวรัสปอดอักเสบหลายราย ในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ขณะนี้จะยังไม่พบรายงานการเสียชีวิต และสาเหตุของการก่อโรค แต่เพื่อป้องกันมิให้เกิดการแพร่กระจายของโรคในประเทศไทย กรม สบส.จึงขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบกิจการ และผู้ดำเนินการโรงพยาบาลเอกชน/คลินิกทุกแห่ง โดยเฉพาะในแหล่งที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าออกอย่างพลุกพล่าน อาทิ สีลม สุขุมวิท ฯลฯ จะต้องเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง และการคัดกรองผู้ป่วยของสถานพยาบาล ใน 4 มาตรการ ประกอบด้วย 1. มีการติดป้ายแสดงข้อความบ่งชี้อาการของผู้เข้าข่ายต้องสงสัยโรค เพื่อแจ้งเตือนประชาชน และเจ้าหน้าที่ให้เห็นได้ชัดเจนในสถานพยาบาล 2. จัดตั้งหน่วยคัดกรองเป็นช่องทางเฉพาะ แยกจากผู้ป่วยนอกทั่วไปหรือห้องฉุกเฉิน ให้บริการสำหรับผู้ที่เข้าข่ายต้องสงสัย 3. หากสถานพยาบาลมีการนัดหมายผู้ป่วยจากประเทศจีน หรือประเทศที่พบการระบาดของโรคให้มีกระบวนการคัดกรองผู้ป่วยอย่างเข้มงวด และ 4. การส่งต่อผู้ป่วยที่ต้องสงสัยหรือเข้าเกณฑ์จะต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด มีการประสานและรายงานข้อมูลไปยังกรมควบคุมโรค ห้ามปล่อยให้ผู้ป่วยเดินทางไปรับการรักษาต่อด้วยตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ กรม สบส.ได้มอบหมายให้กองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ ส่งหนังสือแจ้งเวียนมาตรการเฝ้าระวัง และคัดกรองผู้ป่วยแก่สถานพยาบาลเอกชน เพื่อให้เกิดการปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกัน และหากพบผู้ป่วยที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงซึ่งมีอาการป่วยด้วยไข้สูง หรือมีอาการติดเชื้อที่ปอดและทางเดินหายใจอย่าได้นิ่งนอนใจ ขอให้รีบรายงานไปที่กรมควบคุมโรค ผ่านสายด่วน 1422 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบและควบคุมมิให้เกิดการแพร่กระจายของโรคโดยทันที
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54123</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นพ.ธเรศ  กรัษนัยรวิวงค์, คลินิก/รพ.เอกชน, สบส., ไวรัสปอดอักเสบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200108/image_big_5e15cb10105af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2019 15:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2019 15:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย. แจง ผู้ป่วยสามารถใช้ยากัญชาได้หลังแจ้งครอบครองไว้แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22ส.ค.62-นพ. ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่เครือข่ายผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์เข้าพบ &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เพื่อขอให้เปิดนิรโทษกรรมครอบครองกัญชารอบใหม่หลังมีผู้ป่วยถือน้ำมันกัญชาและถูกจับกุม รวมทั้ง ขณะนี้ได้รับการสอบถามจากประชาชนเข้ามาว่า ผู้ป่วยที่แจ้งการครอบครองยากัญชาไว้ภายในวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 ถ้าหากขณะนี้ยังคงมียาดังกล่าวเหลืออยู่ จะสามารถใช้ยาดังกล่าวได้หรือไม่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอชี้แจงว่า ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การครอบครองยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา สำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้เพื่อรักษาโรคเฉพาะตัวก่อนพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับให้ไม่ต้องรับโทษ ถ้าหากผู้ป่วยที่แจ้งการครอบครองไว้ ยังคงมียาเหลืออยู่และยังไม่ได้เข้ารับการรักษา ผู้ป่วยสามารถใช้ยาที่เหลืออยู่นั้นต่อไปได้จนกว่าจะได้รับการรักษาและได้รับยาจากสถานพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นอกจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ทางกระทรวงสาธารณสุขได้เริ่มเปิดคลินิกกัญชาทางการแพทย์ในโรงพยาบาล 12 แห่งทั่วประเทศ และจะมีสถานพยาบาลที่ให้บริการด้านการแพทย์แผนไทยอีก 7 แห่งในเดือนกันยายน 2562 นี้ ซึ่งสถานพยาบาลจะคัดกรองโรคและอาการตามเกณฑ์ข้อบ่งใช้ เมื่อผู้ป่วยเข้าเกณฑ์จะสามารถได้รับยากัญชาเพื่อการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป ซึ่งผู้ป่วยสามารถติดต่อขอคำปรึกษาและเข้ารับบริการได้ เลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44041</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กัญชาเพื่อการแพทย์, #การใช้ประโยชน์กัญชา, #อย., -นพ.ธเรศ  กรัษนัยรวิวงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190315/image_big_5c8b2c592daa9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2019 14:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2019 14:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.สุ่มตรวจ&quot;ขนมจีน- เส้นก๋วยเตี๋ยว&quot; ส่วนใหญ่น่าพอใจ ใช้วัตถุกันเสียไม่เกินเกณฑ์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25มิ.ย.62-นพ.นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา แถลงต่อสื่อมวลชนว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ดำเนินการตรวจสอบ ติดตาม และมีการเฝ้าระวังการใช้วัตถุกันเสียในเส้นก๋วยเตี๋ยวชนิดเส้นสดมาอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกันทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้ให้ความอนุเคราะห์ในการติดตามเฝ้าระวัง &amp;nbsp; วัตถุกันเสียในเส้นขนมจีนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;โดยล่าสุด อย. ได้สุ่มตรวจเส้นก๋วยเตี๋ยวชนิดเส้นสดในช่วงระหว่างปี 2560 - 2562 พบจำนวนผลิตภัณฑ์ไม่ผ่านมาตรฐานลดลง (ปริมาณวัตถุกันเสียกรด &amp;nbsp;เบนโซอิกสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) กล่าวคือปี 2560 ไม่ผ่านมาตรฐาน คิดเป็นร้อยละ 9.4 ปี 2561 ผ่านมาตรฐานทั้งหมด และปัจจุบันมีการพัฒนาชุดทดสอบอย่างง่ายสำหรับการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าว ดังนั้นปี 2562 อย. จึงนำมาใช้ร่วมกับการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ครอบคลุมจำนวนผลิตภัณฑ์มากขึ้น โดยตรวจได้ถึง 230 ตัวอย่าง จึงเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา ซึ่งผลตรวจพบไม่ผ่านมาตรฐานเพียงร้อยละ 1.43 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ดำเนินคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว จำนวน 3 ราย และอยู่ระหว่างการดำเนินคดี จำนวน 4 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แถลงผลทดสอบวัตถุกันเสียประเภทกรดเบนโซอิกในตัวอย่างเส้นขนมจีน จำนวน 31 ตัวอย่าง ที่เก็บตัวอย่างอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 โดยศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (สุ่มตัวอย่างเดือนพฤษภาคม 2562) พบว่า มีขนมจีน 2 ยี่ห้อ (คิดเป็นร้อยละ 6) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คือ ยี่ห้อหมื่นบูรพา ตลาดคลองเตย และ M&amp;amp;A บ้านขนมจีนปทุมจากตลาดสี่มุมเมือง ที่มีปริมาณกรดเบนโซอิกเกินมาตรฐาน
&amp;nbsp;ทั้งนี้ โดยภาพรวมจะเห็นได้ว่าสถานการณ์ดีขึ้นจากครั้งแรกที่ตรวจพบสารกันบูดเกิดมาตรฐาน 2 ยี่ห้อ จาก 12 ยี่ห้อ (ร้อยละ 17) และในครั้งที่สองพบ 2 ยี่ห้อ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จาก 17 ยี่ห้อ (ร้อยละ 12) นอกจากนี้ จากการตรวจสอบการแสดงฉลาก พบว่า มีขนมจีน 4 ยี่ห้อ จาก 31 ยี่ห้อ เท่านั้น ที่แสดงข้อมูลการใช้สารกันบูดไว้บนฉลาก และยังพบว่าขนมจีนบางยี่ห้อ &amp;nbsp;มีการแสดงข้อความบนฉลากว่า &amp;ldquo;ปราศจากสารกันบูด&amp;rdquo; &amp;ldquo;ปราศจากสิ่งเจือปน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ไม่มีสารเจือปน&amp;rdquo; แต่ผลการตรวจพบว่ามีการใช้สารกันบูด &amp;nbsp;ซึ่งถือว่าข้อมูลที่แจ้งบนฉลากเป็นเท็จ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ขนมจีนจัดเป็นอาหารที่คนไทยนิยมกินบ่อย หากมีการใช้สารกันบูดเกินปริมาณที่กำหนดอาจทำให้มีความเสี่ยงต่อสุขภาพผู้บริโภค ดังนั้น การผลักดันให้ผู้ผลิตขนมจีนตื่นตัว ผลิตขนมจีนที่มีคุณภาพและแสดงฉลากที่ถูกต้องนั้น ถือเป็นการยกระดับความปลอดภัยด้านอาหาร รวมถึงผู้บริโภคสามารถใช้ข้อมูลบนฉลากในการตัดสินใจเลือกซื้อและบริโภคขนมจีนได้ว่ายี่ห้อใดที่ใช้สารกันบูด หรือไม่ใช้สารกันบูดเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการฯ อย. แถลงเพิ่มเติมว่า ประเด็นที่พบการใช้วัตถุกันเสียเกินมาตรฐาน และการแสดงฉลากไม่ถูกต้องของขนมจีนและเส้นก๋วยเตี๋ยวชนิดเส้นสดนั้น ทาง อย. ได้มีการประสานไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อดำเนินการตรวจสอบสถานที่ผลิต พร้อมให้คำแนะนำแก่ผู้ผลิตเพื่อให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งจะดำเนินการจัดทำโครงการเพื่อส่งเสริมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการแสดงฉลากที่ถูกต้อง รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ผู้บริโภคในการพิจารณาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารอย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป&amp;nbsp;
ทั้งนี้ การใช้วัตถุเจือปนอาหารเกินมาตรฐานดังกล่าว มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท และหากตรวจพบว่ามีการใช้วัตถุกันเสียในปริมาณมากจนอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เข้าข่ายเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีการแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ มีโทษปรับ &amp;nbsp;ไม่เกิน 30,000 บาท ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค อย. และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จะร่วมกันติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวัง ณ สถานที่ผลิต และสถานที่จำหน่ายทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39414</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., -นพ.ธเรศ  กรัษนัยรวิวงค์, ก๋วยเตี๋ยว, ขนมจีน, น.ส.สารี อ๋องสมหวัง, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สารกันบูดในขนมจีน-เส้นก๋วยเตี๋ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190625/image_big_5d11cb10d187f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
